clookclick.com

Thursday, April 19, 2007

ปตท.ทุ่ม 275 ล้านดอลล์ซื้อปั๊มเจ็ท กินรวบส่วนแบ่งน้ำมัน 40%

ปตท.ทุ่ม 275 ล้านดอลลาร์ ซื้อกิจการปั๊มน้ำมันเจ็ทและจิฟฟี่ในไทย 147 แห่ง ช่วยลดต้นทุนธุรกิจเพิ่มส่วนแบ่งตลาดน้ำมันได้เกือบ 40% คาดรู้รายได้ไตรมาส 3 ขอเวลา 2 ปีเปลี่ยนเป็นปั๊มปตท.

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยหลังลงนามสัญญาซื้อขายกิจการค้าปลีกภายใต้ชื่อเจ็ท และจิฟฟี่ ในประเทศไทยทั้งหมด รวมทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องระหว่างปตท.กับบริษัท คอนอโคฟิลลิปส์ ในประเทศไทย วงเงิน 275 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 9,556 ล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน 34.75 บาทต่อดอลลาร์) ประกอบด้วย สถานีบริการเจ็ท ทั้ง 147 แห่ง ร้านจิฟฟี่ช็อป คลังน้ำมันสระบุรี และที่ดินรวมทั้งรับโอนทีมบริหาร และพนักงานรวม 3,350 คน เข้ามาสังกัดปตท.โดยปตท.จะสามารถรับรู้รายได้จากเจ็ทในช่วงเดือนมิถุนายน 2550 เป็นต้นไป
นายประเสริฐ กล่าวว่า การเข้าซื้อกิจการของปตท.ครั้งนี้ ช่วยประหยัดต้นทุนให้ปตท. เพราะเดิมปตท.มีแผนที่จะเปิดบริการสถานีบริการน้ำมันขนาดใหญ่อีก 200 แห่ง ภายในเวลา 5 ปี จากปัจจุบันที่ปตท.มีสถานีบริการที่บริหารงานเองอยู่ 56 แห่ง ดังนั้น การซื้อกิจการครั้งนี้ จะช่วยให้ปตท.ไม่ต้องขยายสถานีบริการขนาดใหญ่อีกต่อไป เพราะปั๊มน้ำมันขนาดใหญ่ จะใช้เงินลงทุน 50-100 ล้านบาทต่อปั๊ม และยังช่วยยกระดับการบริการของปตท.ให้ดีขึ้น เพราะเจ็ทเป็นตัวอย่างการให้น้ำมันและการบริหารที่ดี ที่ปตท.สามารถเรียนรู้ และนำไปใช้ได้ คาดว่าปตท.จะเริ่มรับรู้รายได้จากปั๊มเจ็ทประมาณไตรมาส 3 หรือช่วงเดือนมิถุนายนนี้เป็นต้นไป
"ปตท.ไม่ได้มองว่าคุ้มค่าหรือไม่เมื่อเทียบกับค่าการตลาดน้ำมันปัจจุบันที่ได้ไม่ถึงลิตรละ 1 บาท แต่การซื้อเจ็ทจะช่วยให้ปตท.ไม่ต้องลงทุนสร้างปั๊มใหม่ แต่สามารถต่อยอดธุรกิจของปตท.ได้ และทำเลที่ดีของเจ็ท จะช่วยให้ปตท.เพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าต่างๆ ได้อีกทางหนึ่ง ที่สำคัญ คือการถ่ายโอนเทคโนโลยีและระบบการค้าปลีก รวมถึงความสามารถของพนักงานที่ผ่านการฝึกอบรมมาอย่างดี ช่วยให้เราเรียนรู้การทำธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน หรือนอนออยล์ได้มากขึ้น" นายประเสริฐกล่าว

ซื้อเจ็ทเพิ่มมาร์เก็ตแชร์เกือบ40%

นายประเสริฐ กล่าวว่า ปัจจุบันปตท.มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ 34% ส่วนเจ็ทมีอยู่ 4-5% จากยอดขาย 600,000 ลิตรต่อเดือนต่อปั๊ม ดังนั้น หากรวมกันแล้วส่วนแบ่งการตลาดจะเพิ่มเป็น 38-39% ปตท.เชื่อว่าจะสามารถรักษาระดับยอดขายเดิมของเจ็ทเดิมไว้ได้
ส่วนนโยบายในการดำเนินการปั๊มน้ำมัน ปตท. ที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกับปั๊มเจ็ท คงต้องพิจารณาอีกครั้ง หลังจาก 2 ปีแล้ว อาจจะมีการปรับเปลี่ยนปั๊ม ปตท.ไปเป็นปั๊มที่จำหน่ายก๊าซธรรมชาติ หรือปรับไปตามความเหมาะสม รวมทั้งร้านสะดวกซื้อจะมีการเจรจากันอีกครั้งว่า จะยังเป็นจิฟฟี่ หรือเซเว่น อีเลฟเว่น ซึ่งปตท.ยังมีสัญญาอยู่
สำหรับเหตุผลในการขายเจ็ท และจิฟฟี่ ของ บริษัท คอนอโคฟิลลิปส์ นั้น นายประเสริฐ กล่าวว่า บริษัทคอนอโค เป็นบริษัทระดับท็อปเทนของโลก มีทั้งธุรกิจต้นน้ำและปลายน้ำ ดังนั้น การลงทุนในอนาคตจะพิจารณาโอกาสใช้เงินของเขา หากต้องขยายสถานีบริการให้ได้ 500 แห่ง ใช้เงินอีก 100 ล้านบาทต่อแห่ง รวม 50,000 ล้านบาท ขณะที่กำไรต่อลิตรของน้ำมันได้ไม่ถึง 1 บาท เขาคงต้องมีการพิจารณาอย่างมาก
นายประเสริฐ กล่าวว่า ธุรกิจน้ำมันหรือโรงกลั่นมีทั้งขึ้นและลงเป็นเรื่องปกติ แต่การทำธุรกิจนี้ในบ้านเราต่างออกไปตรงที่หากมีกำไรมาก จะมีปัญหาทันที ไม่เช่นนั้น เราคงไม่ได้เห็นการถอนตัวของหลายๆ บริษัทในช่วงที่ผ่านมา ปตท.เป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติ ต้องอยู่ในธุรกิจค้าปลีกน้ำมันต่อไป เมื่อเจ็ทมีการเสนอขายธุรกิจ เห็นว่าซื้อแล้วคุ้มค่า เมื่อเทียบกับการที่ปตท.ต้องใช้เวลาอีก 5-7 ปี กว่าจะขยายสถานีระดับพรีเมียมให้ได้ 147 แห่ง
"ปตท.จะไม่เลิกทำธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน เพราะเป็นบริษัทน้ำมันของรัฐบาล ที่ต้องมีเครือข่ายกระจายสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ ดังนั้น ปตท.ต้องทำให้ค้าปลีกน้ำมัน แข่งขันกับบริษัทน้ำมันข้ามชาติที่มีมาตรฐาน เช่น เอ็กซอน โมบิล ดังนั้น จะต้องสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน เพราะปตท.ไม่สามารถบังคับผู้บริโภคให้มาเติมน้ำมันกับ ปตท.ได้ จึงจะต้องพัฒนาการบริการที่ดีต่อไป การซื้อปั๊มน้ำมันเจ็ท เป็นการต่อยอดทางธุรกิจและจะได้เรียนรู้ระบบการค้าปลีกที่ประสบความสำเร็จของ เจ็ทด้วย" นายประเสริฐกล่าว

ยันไม่คิดผูกขาดธุรกิจน้ำมัน

ส่วนกรณีการผูกขาดตลาดของปตท.หลังซื้อเจ็ทนั้น นายประเสริฐ กล่าวว่า ปตท.ไม่คิดว่าการซื้อเจ็ท จะทำให้ปตท.ผูกขาดธุรกิจนี้ เพราะยังมีผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่อีกหลายรายที่อยู่ในธุรกิจนี้ และเป็นยักษ์ใหญ่ของโลก ทั้งเอสโซ่ เชลล์ และยังมีปั๊มอิสระอีกกว่า 10,000 แห่ง ให้ผู้บริโภคได้เลือก ขณะที่ปตท.มีปั๊มอยู่ 1,200 แห่งเท่านั้น เราไม่สามารถบังคับให้ผู้บริโภคเลือกใช้บริการของปตท.ได้ นอกจากเราจะมีการบริการที่ดีเท่านั้น
สำหรับการบริหารเจ็ทและจิฟฟี่ ปตท.จะตั้งบริษัทลูกขึ้นมาใหม่โดย ปตท. ถือหุ้น 100% เพื่อทำหน้าที่ดูแลและบริหารปั๊มน้ำมันดังกล่าว พร้อมดูแลพนักงาน 3,350 คน คาดว่าจะใช้เวลา 2 ปี ในการเปลี่ยนแปลงปั๊มน้ำมันให้เป็นปตท. ดังนั้น ในช่วงนี้ปตท.จะยังคงสิทธิการบริหารเจ็ท และจิฟฟี่ โดยจะให้เป็นปั๊มขนาดใหญ่และเป็นสถานีบริการคุณภาพสูง เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า
ตั้งเป้าปิดปั๊มขาดทุนปีนี้60แห่ง
นายชัยวัฒน์ ชูฤทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มธุรกิจน้ำมัน บริษัทปตท. กล่าวว่า หลังจากซื้อเจ็ทแล้ว จะมีการบริหารกิจการอย่างไรต่อไปนั้น ปตท.จะสำรวจกลุ่มลูกค้าก่อน คาดว่าภายใน 1-2 เดือนจะทราบว่าต้องดำเนินการในรูปแบบใด และต้องลงทุนเพิ่มเติมอย่างไร ส่วนการบริหารสถานีบริการของปตท. ยังคงเดินหน้าปิดสถานีที่ขาดทุนต่อไป โดยปีนี้ ตั้งเป้าหมายจะปิดประมาณ 50-60 แห่ง
แหล่งข่าวจากวงการน้ำมัน กล่าวว่า การซื้อกิจการเจ็ท ครั้งนี้มีผู้เสนอซื้อทั้งหมด 6 ราย ประกอบด้วย ปตท. เชฟรอน ปิโตรนาส เชลล์ จับมือกับกลุ่มบิ๊กซี อินเดียนออยล์ จากอินเดีย และซัสโก้ ซึ่งจับมือกับสถาบันการเงินจากตะวันออกกลาง แต่ผ่านการพิจารณาเข้ารอบสอง 4 รายแรก โดยปตท.เป็นผู้เสนอซื้อกิจการเจ็ท และจิฟฟี่ ในประเทศไทยทั้งหมด 147 แห่ง ขณะที่เชลล์ซื้อสถานีบริการที่มาเลเซีย จำนวน 44 แห่ง โดยปตท.และบริษัทคอนอโคฟิลลิปส์ จะทำถ่ายโอนกิจการเป็นทางการในวันที่ 26 มิถุนายนนี้
นายประเสริฐ กล่าวถึง ราคาน้ำมันว่า ช่วงที่ผ่านมา ราคาน้ำมันได้ปรับตัวมา 1-2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ในระดับ 62 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนเบนซิน 95 ตลาดสิงคโปร์ อยู่ในระดับ 82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ดีเซล 79 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ปตท.จะยังไม่มีการปรับขึ้นราคาน้ำมันในช่วงนี้ โดยเห็นว่าแนวโน้มค่าการตลาดน่าจะดีขึ้น จึงขอติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันไประยะหนึ่งก่อน

"บางจาก"ชี้ส่งผลดีโรงกลั่นที่ปตท.ถือหุ้น

นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการบริษัท บางจากปิโตรเลียมจำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การที่ปตท.เข้าไปซื้อปั๊มเจ็ท ไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ค้าน้ำมันรายอื่น ในการแข่งขันธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน คิดว่าคงไม่เปลี่ยนอะไรไปจากเดิม ปัจจุบันปตท.เป็นผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่และเป็นผู้นำในการกำหนดทิศทางด้านการตลาดและการปรับขึ้นลงราคาน้ำมันอยู่แล้ว
เมื่อมีปั๊มน้ำมันเข้ามาเพิ่มจะทำให้ส่วนแบ่งทางการตลาดของปตท. เปลี่ยนจาก 34% เป็น 38-39% ปตท.ก็ยังมีส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 เหมือนเดิมตรงกันข้ามการปตท. มีสถานีบริการน้ำมันเพิ่มขึ้นกลับจะเป็นผลดีกับโรงกลั่นน้ำมันทั้งของบางจากและโรงกลั่นน้ำมันรายอื่น ที่ปตท.มีหุ้นอยู่ทำให้มีช่องทางในการจำหน่ายน้ำมันได้มากขึ้น
การถอนการลงทุนของบริษัทคอนอโคฟิลลิปส์ คิวเอท บีพี แสดงให้เห็นว่า การดำเนินธุรกิจในไทยให้ผลตอบแทนการลงทุนที่ไม่ดี โดยเฉพาะค่าการตลาดที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ซึ่งสวนทางกับราคาน้ำมันตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้นจากเดิม 30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปัจจุบันอยู่ที่ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ค่าการตลาดยังอยู่ในระดับเดิมและมีแนวโน้มจะลดต่ำลง จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเชื่อว่าในอนาคตต่างชาติ คงจะไม่สนใจที่จะเข้ามาลงทุนในธุรกิจค้าปลีกน้ำมันในไทยอีก
กรุงเทพธุรกิจ 20 เมษายน 50

No comments: