“พาณิชย์”เตรียมเสนอครม.ขิงแก่ ไฟเขียวกฎหมายค้าปลีก หลังปรับแก้และผ่านกระบวนการประชาพิจารณ์ตามมติครม. แล้ว รอวัดใจผ่านหรือไม่ผ่าน เหตุหากช้าเกินต้นพ.ค.นี้ กฎหมายอาจมีผลบังคับใช้ไม่ทันรัฐบาลชุดนี้ แฉกลุ่มนายทุนลงขันตั้งทีมสู้ จ้างสื่อช่วยล็อบบี้ แถมซื้อตัวนักวิชาการเป็นพวกโต้ร่างกฎหมาย หวังสกัดไม่ให้ทำคลอด แถมปากว่าตาขยิบ ปากบอกร่วมมือ แต่ลับหลังดอดผุดสาขาอื้อ
แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการนำข้อเสนอแนะจากการทำประชาพิจารณ์ร่างพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง พ.ศ. ... เมื่อวันที่ 12 เม.ย. มาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้ตรงกับความเห็นของทุกฝ่ายให้มากที่สุด และจะนัดตัวแทนผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประกอบด้วยนักวิชาการ ผู้ประกอบการรายเล็ก กลาง และใหญ่ สมาคมผู้เกี่ยวข้อง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) รวมถึงกลุ่มสมาพันธ์ต้านค้าปลีกข้ามชาติ ฝ่ายละ 2 คน มาดูร่างกฎหมายร่วมกันอีกครั้งในวันที่ 23 เม.ย.นี้
โดยเมื่อทำประชาพิจารณ์เสร็จสิ้น ขั้นตอนต่อไป จะเสนอให้นายเกริกไกร จีระแพทย์ รัฐมนตรีว่ากระทรวงพาณิชย์ พิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนที่จะนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป
“มีความจำเป็นต้องเสนอให้ครม. พิจารณาร่างกฎหมายค้าปลีกภายในเดือนเม.ย.นี้ หรืออย่างช้าสุดต้องต้นเดือนพ.ค. ไม่เช่นนั้น กฎหมายจะเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไม่ทัน ซึ่งจะส่งผลให้การพิจารณากฎหมายไม่ผ่านในรัฐบาลชุดนี้ และกฎหมายก็จะไม่มีผลบังคับใช้ ทำให้การแก้ไขปัญหาค้าปลีกของไทยไม่มีความคืบหน้า”แหล่งข่าวกล่าว
**รายละเอียดการปรับกฎหมาย
สำหรับประเด็นข้อกฎหมายที่ได้มีการปรับปรุงแก้ไขตามมติครม.นั้น ได้มีการปรับนิยามธุรกิจตามมาตรา 4 โดยให้หมายถึงกิจการค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภคหรือการบริการที่เกี่ยวเนื่องเป็นทางการค้าปกติ และหมายถึงกิจการค้าปลีก กิจการค้าส่งสินค้าตามที่คณะกรรมการกลางกำกับดูแลธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง (กกค.) กำหนด เพื่อป้องกันว่ากฎหมายจะควบคุมธุรกิจค้าปลีกค้าส่งที่มีอยู่ทั้งหมดในประเทศไทย
มาตรา 21 เพิ่มเติมนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผู้แทนผู้ประกอบธุรกิจรายย่อยในชุมชนเป็นกรรมการในคณะกรรมการระดับจังหวัดกำกับดูแลธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง (กจค.) เพื่อให้มีตัวแทนหลากหลายมากขึ้น
มาตรา 20 23 ให้อำนาจ กกค. กำหนดนโยบาย มาตรการ แผนการจัดระบบการประกอบธุรกิจ การกำกับดูแลการประกอบธุรกิจ การส่งเสริมพัฒนาธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง กำหนดธุรกิจควบคุม กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับสถานที่ตั้ง การห้ามขายในบริเวณสถานที่ที่กำหนด กำหนดหลักเกณฑ์ในการขออนุญาตประกอบธุรกิจ พิจารณาคำขออนุญาต โดยมอบอำนาจในลักษณะเดียวกันนี้ ให้ กจค. เป็นผู้ดำเนินการในระดับจังหวัด หลังจากที่มีการท้วงติงว่าอำนาจ กกค. มีมากเกินไป และในส่วนจังหวัดก็ควรให้คณะกรรมการระดับจังหวัดเป็นผู้พิจารณา เพราะมีความใกล้ชิด และรู้ความต้องการภายในจังหวัดดีกว่า
มาตรา 39 แก้ไข (4) จากเดิมให้อำนาจคณะกรรมการฯ กำหนดมาตรการดูแลการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นธรรมหรือสูงเกินสมควร และการกระทำที่ก่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างธุรกิจ มาเป็นกำหนดให้แจ้งแผนการประกอบธุรกิจตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนด เพื่อให้รู้ว่าธุรกิจมีแผนที่จะตั้งหรือขยายสาขาเท่าใด ในพื้นที่ไหน เพื่อที่จะได้ดูแลให้เหมาะสม แต่ก็ได้รับการคัดค้านจากผู้ประกอบการว่าเป็นการบังคับให้แจ้งแผนธุรกิจ ซึ่งเป็นความลับทางการค้า ส่วน (7) ปรับเป็นกำหนดมาตรการอื่นใดที่จำเป็นในการกำกับดูแลเพื่อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจการค้าปลีกค้าส่ง การป้องกันหรือระงับเหตุเดือดร้อนเสียหายต่อผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง ผู้ผลิต เกษตรกร ผู้บริโภคหรือชุมชน ซึ่งขณะนี้กำลังปรับแก้ให้มีความเหมาะสม โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้มีมาตรการดูแลธุรกิจรายเดิมที่จะได้รับผลกระทบ
มาตรา 63 กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งที่ดำเนินการอยู่ก่อนหรือในวันที่กฎหมายใช้บังคับยื่นคำขออนุญาตประกอบธุรกิจภายใน 90 วันนับแต่วันที่ได้มีประกาศกำหนดธุรกิจควบคุม เมื่อได้ยื่นขออนุญาตประกอบธุรกิจแล้ว ให้ประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งต่อไปได้ ภายใต้ข้อกำหนดของกฎหมาย และให้ กจค.ออกใบอนุญาตแก่ผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง ในการอนุญาตให้ กจค.มีอำนาจกำหนดเงื่อนไขอย่างหนึ่งอย่างใดให้ผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งที่ได้รับอนุญาตปฏิบัติได้ตามความเหมาะสม ถือเป็นการคงสิทธิของผู้ประกอบการรายเดิม แต่ก็ให้เวลาปรับตัวเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้
มาตรา 64 ภายในระยะเวลา 1 ปีนับแต่กฎหมายใช้บังคับให้ กกค. ทำหน้าที่และใช้อำนาจของ กจค. เพราะเห็นว่าในช่วงที่กฎหมายเพิ่งมีผลบังคับใช้ กจค.อาจยังทำหน้าที่ได้ไม่สมบูรณ์ โดยกำลังพิจารณาว่าจะเพิ่มเติมระยะเวลาจาก 1 ปี ให้มากขึ้นหรือไม่
**ไม่มีกฎหมายมีหวังตายหมด
แหล่งข่าวกล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์มีความจำเป็นที่จะต้องผลักดันกฎหมายฉบับนี้ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว เพราะจากการศึกษาข้อมูลธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง พบว่า ร้านค้าปลีกสมัยใหม่ได้มีการขยายตัวต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2540 แต่เริ่มเพิ่มขึ้นมากในปี 2544 ที่มีจำนวน 1,821 สาขา เป็น 4,864 สาขาในปี 2549 และคาดว่าในปีนี้จะเพิ่มเป็น 5,408 สาขา ซึ่งการเพิ่มขึ้นของร้านค้าปลีกสมัยนี้ ทำให้ร้านค้าปลีกดั่งเดิม (โชห่วย) ของไทยลดน้อยลงตามลำดับ เนื่องจากแข่งขันไม่ได้ เพราะค้าปลีกสมัยใหม่ กระจายเข้าไปในชุมชน จากเดิมที่อยู่แต่เมืองใหญ่
“เห็นได้ชัดเจนว่ามูลค่าการค้าของค้าปลีกสมัยใหม่กับค้าปลีกดั่งเดิม จากที่เคยมีสัดส่วน 40:60 ในปี 2544 เปลี่ยนเป็น 60:40 ในปี 2549 และปีนี้คาดว่าจะเพิ่มเป็น 65:35 ซึ่งเห็นได้ชัดว่าส่วนแบ่งของโชห่วยถูกกลืนไปหมด”แหล่งข่าวกล่าว
**แฉบิ๊กค้าปลีกจ้างทีมสู้
แหล่งข่าวจากสมาพันธ์คนไทยต้านค้าปลีกต่างชาติ กล่าวว่า แม้ว่าทางกลุ่มจะได้ต่อสู้ และเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งผลักดันร่างกฎหมายค้าปลีกอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจริงๆ แต่ขณะนี้กลับพบว่า มีผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่ ที่พยายามต่อต้านการออกกฎหมาย โดยได้มีการลงขันทำการล็อบบี้สื่อ เพื่อให้ลงข่าวชี้ให้เห็นจุดบกพร่องของกฎหมายค้าปลีก ทั้งๆ ที่ไม่เป็นความจริง
การดำเนินการเริ่มจากการชี้ให้เห็นว่ากฎหมายมีข้อบกพร่อง เพราะควบคุมดูแลเฉพาะผู้ประกอบการค้าปลีกค้าส่งรายใหญ่ ไม่มีการดูแลผู้ผลิตสินค้า (ซัปพลายเออร์) และไม่คุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งในความเป็นจริง ซัปพลายเออร์ ถูกกรมการค้าภายในควบคุมดูแลอยู่แล้ว ภายใต้พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ซึ่งหากไม่ดูแล ราคาสินค้าในประเทศไม่น่าจะอยู่ในระดับนี้ คงเดือนร้อนกันมากกว่านี้ ขณะที่ผู้บริโภค ก็ได้รับการดูแลภาวะค่าครองชีพอย่างเหมาะสม ซึ่งจะเห็นได้จากอัตราเงินเฟ้อของปี 2549 ที่ผ่านมา ไม่สูงมากจนยอมรับไม่ได้
นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งทีมงาน ซึ่งประกอบด้วยนักวิชาการจากแขนงต่างๆ ให้ออกมาให้ข่าวตอบโต้การทำงานของกระทรวงพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง
“เขาทำโดยมีเป้าหมายว่า ทำอย่างไรก็ได้ให้ร่างกฎหมายนี้ตกไป และดูเหมือนจะประสบผลสำเร็จ เมื่อตอนที่ครม. บอกให้กลับมาแก้ ตอนนั้น มีการวางแผนประโคมข่าวกันใหญ่ ว่ากฎหมายไม่ผ่านครม. ทั้งๆ ที่ครม. ให้ปรับแก้ให้เหมาะสมก่อนให้เสนอเข้ามาใหม่ ซึ่งสมาพันธ์ฯ ก็ขอให้กระทรวงพาณิชย์ทำต่อไป อย่าเพิ่งย่อท้อ”แหล่งข่าวกล่าว
**ดอดเจรจาลับขอขยายสาขา
นายชนะศักดิ์ อุ่นเมตตาอารีย์ รองประธานสมาพันธ์คนไทยต้านค้าปลีกต่างชาติ กล่าวว่า ขณะนี้มีพบว่าค้าปลีกรายใหญ่ใช้ช่องว่างช่วงที่ไม่มีกฎหมายขยายสาขา โดยมีการเจรจาลับๆ กับองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เพื่อขออนุญาตก่อสร้าง ซึ่งก็ได้รับการอนุมัติ แม้ว่ากรมโยธาธิการและผังเมืองจะให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจเต็มในการออกประกาศห้าม แต่ก็พบว่าไม่มีใครนำมาดำเนินการ ใส่เกียร์ว่างกันหมด
“พวกผมยกขบวนกันไปประท้วง ก็ไม่สำเร็จ อย่างที่ปากช่อง ตอนนี้โลตัสก็กำลังก่อสร้าง แถมเป็นสาขาใหญ่ 12,000 ตรม. ไม่รู้หลุดมาได้ไง ไปบอกผู้ว่าฯ เขาก็แค่รับเรื่อง แล้วก็เงียบ ไม่รู้จะพึ่งใครแล้ว”นายชนะศักดิ์กล่าว
ที่มา ผู้จัดการ 17 เม.ย 2550
Monday, April 16, 2007
Subscribe to:
Post Comments (Atom)

No comments:
Post a Comment