clookclick.com

Tuesday, April 24, 2007

พาณิชย์ยอมยักษ์ค้าปลีก เปิดทางร่วมบอร์ด กกค.

“พาณิชย์” ทุบโต๊ะสรุปร่างสุดท้ายกฎหมายค้าปลีกค้าส่ง ท่ามกลางเสียงสนับสนุนและคัดค้าน ผู้ประกอบการรายใหญ่เบียดเข้าเป็น กกค. สำเร็จ ด้านคณะกรรมการสรรหามีประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติร่วมด้วย เสนอ “เกริกไกร” ชงเข้า ครม.พิจารณาได้ในเร็วๆ นี้ ด้านสมาคมผู้ค้าปลีกขู่ฟ่อ กฎหมายผ่านจะชะลอการลงทุน อัดเป็นการยกร่างกฎหมายเพื่อควบคุมค้าปลีกค้าส่งรายใหญ่ กระทบภาคการผลิตและการจ้างงาน ประธานสมาพันธ์คนไทยต้านค้าปลีกต่างชาติแนะจับตารายใหญ่ขวาง ครม.

นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังการประชุมรับฟังความคิดเห็นร่างพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง พ.ศ. ... วานนี้ (23 เม.ย.) ว่า ได้มีการหารือถึงที่มาของคณะกรรมการกลางกำกับดูแลธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง (กกค.) กันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะมาตรา 7 (4) ที่เป็นส่วนของกรรมการผู้แทนสถาบันหรือองค์กรเอกชน จำนวน 5 คน ได้มีการเสนอให้เพิ่มตัวแทนผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกค้าส่งรายใหญ่ และรายเล็ก อย่างละ 1 รายเข้าไปเป็นกรรมการ ซึ่งที่ประชุมเห็นด้วยที่จะให้เพิ่มเติมเข้าไป

“เดิมทีกรรมการในส่วนนี้ จะได้รับการสรรหาจากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ผลิต สมาคมการค้าที่มีวัตถุประสงค์ส่งเสริมการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง และสมาคมที่มีวัตถุประสงค์ในการคุ้มครองผู้บริโภค สถาบันละ 1 คน แต่เสียงส่วนใหญ่เห็นว่าน่าจะให้มีตัวแทนผู้ประกอบการรายใหญ่ และรายเล็กเข้ามาเป็นกรรมการ ก็เลยใส่เข้าไป และเบื้องต้นจะตัดสมาคมผู้ผลิตออก ส่วนเดิมที่ห้ามตั้งคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามาเป็น ก็จะปรับคำให้เหมาะสม แต่ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะกรรมการที่มีส่วนได้เสีย ก็จะไม่ได้สิทธิ์ในการพิจารณาเรื่องที่มีส่วนได้เสียอยู่แล้ว”

ทั้งนี้ โดยสรุป กกค. จะมีกรรมการทั้งสิ้น 18 คน ประกอบด้วย รมว.พาณิชย์เป็นประธาน กรรมการจากส่วนราชการ 8 คน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 4 คน กรรมการผู้แทนสถาบันหรือองค์กรเอกชน 5 คน

โดยการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และกรรมการผู้แทนสถาบันหรือองค์กรเอกชนนั้น ได้กำหนดให้มีคณะกรรมการสรรหา 14 คน ซึ่งประกอบด้วย อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา อัยการสูงสุด เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ผู้แทนองค์กรเอกชน คัดเลือกกันเองเหลือ 2 คน ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จึงมั่นใจได้ว่าคนที่จะเข้ามาเป็นกรรมการในกกค. ได้ผ่านการคัดสรรและเป็นที่ยอมรับ

ส่วนคณะกรรมการระดับจังหวัดกำกับดูแลธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง (กจค.) กำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน กรรมการประกอบด้วยโยธาธิการและผังเมืองจังหวัด อุตสาหกรรมจังหวัด อัยการจังหวัด นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด และผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 7 คน ที่ผู้ว่าแต่งตั้งจากบุคคลที่มีความรู้ด้านกฎหมาย ผู้แทนหอการค้าจังหวัด ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมจังหวัด ผู้แทนผู้ประกอบธุรกิจรายย่อยในชุมชน ผู้แทนองค์กรเอกชน โดยมีพาณิชย์จังหวัดเป็นกรรมการและเลขานุการ และหัวหน้าสำนักงานการค้าภายในจังหวัดเป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

ขณะที่มาตราอื่นๆ เช่น มาตรา 11 เป็นเรื่องของวาระกรรมการ เห็นด้วยที่จะกำหนดให้มีวาระดำรงตำแหน่งคราวละ 3 ปี

มาตรา 20 อำนาจของกกค. ให้กกค.มีอำนาจกำหนดธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งให้เป็นธุรกิจควบคุมตามมาตรา 34 ซึ่งจะมีการกำหนดขึ้นหลังจากกฎหมายมีผลบังคับใช้ภายใน 6 เดือน ซึ่งหากธุรกิจใดไม่อยู่ภายใต้ประกาศกกค. ก็เท่ากับว่าธุรกิจนั้นๆ ไม่อยู่ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ รวมทั้งมีอำนาจในการพิจารณาคำขออนุญาตจัดตั้งหรือขยายสาขา ขณะที่กจค. ก็มีอำนาจในการพิจารณาคำขออนุญาตจัดตั้งหรือขยายสาขาในระดับจังหวัด

มาตรา 39 กกค. และกจค. สามารถกำหนดมาตรการดูแลได้ เช่น กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจ วันเวลาเปิด-ปิด ให้แจ้งแผนขยายสาขา ห้ามขายสินค้าอันเชื่อว่าจะเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค เป็นต้น

นายศิริพลกล่าวว่า ในการประชุม เสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยที่จะให้มีกฎหมายฉบับนี้ โดยเฉพาะผู้ประกอบการค้าปลีกรายย่อย ขณะที่มุมมองของรายใหญ่ เห็นว่าอยากให้ใช้กฎหมายเดิมที่มีอยู่ในการดูแลธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง ซึ่งได้แจ้งไปว่าอยากให้ทุกฝ่ายมองเห็นประโยชน์ของส่วนรวม เพราะการออกกฎหมายมุ่งเพื่อแก้ไขปัญหาส่วนรวม ทั้งนี้ คาดว่าจะสรุปผลและเสนอให้นายเกริกไกร จีระแพทย์ รมว.พาณิชย์ พิจารณาได้ในเร็วๆ นี้ ก่อนที่จะนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป

**ฉะ “พาณิชย์” หักดิบผู้ประกอบการ

แหล่งข่าวจากผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่ กล่าวว่าในการประชุมวานนี้ ( 23 เม.ย.) ผู้บริหารของกระทรวงพาณิชย์ได้กล่าวกับตัวแทนผู้เข้าร่วมประชุมว่าทางกรมการค้าภายในได้มีการแก้ไขในร่างพ.ร.บ.ค้าปลีกฯ ซึ่งก่อนหน้านี้ทางคณะรัฐมนตรีได้มีการตั้งข้อสังเกตและติงในหลายประเด็นโดยเฉพาะเรื่องเนื้อหาในร่างพ.ร.บ.ค้าปลีกฯดังกล่าว ซึ่งขณะนี้ทางกรมการค้าภายในได้มีการแก้ไขเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขณะที่ตัวแทนผู้ค้าปลีกรายใหญ่ต่างยืนยันว่ายังไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายพ.ร.บ.ค้าปลีก เนื่องจากยังไม่เห็นรายละเอียดในร่างดังกล่าวเลย

“ผู้บริหารของกระทรวงพาณิชย์ใช้ไม้เดิมเรียกผู้ประกอบการมากล่อมให้ยอมรับ โดยอ้างว่าได้แก้ไขร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่มีผู้ประกอบการรายใดเลยที่ได้เห็นเนื้อหาว่ารายละเอียดที่แก้ไขนั้นเป็นอย่างไร ตรงนี้ก็ยังยอมรับไม่ได้เหมือนเดิม ซึ่งอยากให้ภาครัฐเคลียร์เรื่องรายละเอียดในร่างให้ชัดเจนก่อนที่จะสรุปอยู่ฝ่ายเดียว” แหล่งข่าวคนเดียวกัน กล่าว

สำหรับการประชุมรับฟังความเห็นร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง พ.ศ.... ในครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่ได้เปิดรับฟังความเห็นไปครั้งแรกเมื่อวันที่ 12 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งในครั้งนั้น ได้นำข้อคิดเห็นของคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาประกอบการพิจารณาแก้ไขกฎหมาย ที่ระบุว่าอำนาจของกกค. มากเกินไป และไม่มีการกระจายอำนาจ และได้มีการปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของผู้ที่เกี่ยวข้อง และในครั้งนี้ เป็นการนำข้อสรุปทั้งหมดมาชี้แจงให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง

รายงานข่าวแจ้งว่า ในการประชุมครั้งนี้ ได้มีการหารือกันอย่างกว้างขวางในประเด็นของ กกค. ซึ่งได้มีการเสนอให้มีตัวแทนผู้ประกอบการรายใหญ่ และรายย่อยเข้าไปเป็นกรรมการด้วย ขณะที่กฎหมายเขียนไว้ว่าห้ามคนที่มีส่วนได้เสียเข้ามาเป็น แต่ในที่สุดก็เห็นด้วยที่จะให้เพิ่มเข้าไป ทำให้ใน กกค. มีตัวแทนผู้ค้าปลีกรายใหญ่ ผ่านเข้ามาเป็นกรรมการสำเร็จ แต่เพื่อให้มีการคานอำนาจ ได้ให้มีตัวแทนผู้ค้าปลีกรายย่อยเป็นด้วย ขณะเดียวกัน ได้มีการเสนอให้มีการตั้งกรรมการสรรหากจค. แทนที่จะให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นคนเลือก แต่ที่ประชุมยืนยันที่จะให้ผู้ว่าฯ เป็นคนเลือก โดยใช้หลักเกณฑ์ที่กกค. กำหนด

นอกจากนี้ ในประเด็นของการกำกับดูแล เช่น การกำหนดสถานที่ตั้ง ผู้ประกอบการเห็นว่าควรจะใช้กฎหมายอื่นๆ เข้ามาดูแล ส่วนวันเวลาเปิด-ปิด ควรให้เป็นเรื่องของผู้ประกอบการที่จะกำหนดเอง

ด้านสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ได้ทำเอกสารแถลงข่าวแจก โดยระบุว่า กฎหมายฉบับนี้ เมื่อพิจารณาตามหลักการและเหตุผลก็เพื่อพัฒนาให้ธุรกิจค้าปลีกค้าส่งเข้มแข็ง และจัดระบบธุรกิจให้อยู่ร่วมกันได้ แต่เนื้อหาสาระในกฎหมายกลับไม่มีบทบัญญัติที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ดังกล่าว แต่กลับมุ่งเน้นการจำกัดการขยายสาขาของผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ ซึ่งหากกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ จะทำให้เกิดผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุน และเศรษฐกิจโดยรวม เพราะช่องทางการจำหน่ายถูกจำกัด ทำให้เกิดการชะลอตัวการลงทุน ซึ่งจะผลกระทบต่อภาคการผลิต และการจ้างงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงอยากขอให้รัฐบาลใช้ความรอบคอบพิจารณากฎหมายฉบับนี้

ส่วนข้อเสนอแนะที่สมาคมฯ ต้องการให้รัฐปรับปรุง คือ ขอให้ตัดกรรมการกกค. ซึ่งมาจากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประทศไทย และสมาคมผู้ผลิตออก เนื่องจากทั้งสามสถาบันไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและเสนอให้มีกรรมการซึ่งได้รับการสรรหาจากสถาบันที่มีความเป็นกลางแทน เช่น สภาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) สภาทนายความแห่งประเทศไทย

นอกจากนี้ ควรระบุให้ชัดเจนเลยว่า ธุรกิจลักษณะใดเป็นธุรกิจที่ถูกควบคุมภายใต้กฎหมาย และในกรณีการตั้งหรือขยายสาขา ก็ควรจะมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ชัดเจน หากสามารถปฎิบัติตามได้ ก็จะต้องอนุญาต ไม่ใช่ให้เป็นดุลพินิจของกกค. และกจค. ส่วนเรื่องการกำหนดวัน เวลา และชั่วโมงในการเปิดปิด บทบัญญัติดังกล่าวมิได้ช่วยให้ร้านโชว์ห่วย มียอดขายมากขึ้น และอาจเป็นการเลือกปฎิบัติระหว่างผู้ประกอบกิจการที่มีขนาดกิจการต่างกัน ดังนั้น ควรตัดบทบัญญัติส่วนนี้ออก เพราะไม่เหมาะสมกับประเพณีปฎิบัติทางการค้าและไม่เกิดผลแก่ผู้บริโภคหรือผู้ประกอบการายอื่นๆ

ขณะที่เรื่องการกำหนดให้แจ้งแผนการขยายสาขา ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนด สมาคมฯมีข้อสังเกตว่า อาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมและบิดเบือนทางด้านราคาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระทบเรื่องราคาที่ดิน เนื่องจากแผนการขยายสาขาเป็นเรื่องความลับทางการค้า และการแจ้งข้อมูลต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จะกระทำต่อเมื่อจะไปดำเนินการจดทะเบียนต่างๆ แล้ว ไม่ใช่การต้องไปดำเนินการแจ้งแผนการขยายสาขาล่วงหน้าแต่อย่างใด จึงต้องการเสนอให้ตัดบทบัญญัติในส่วนนี้ออก

ด้านนายวิโรจน์ ณ บางช้าง นายกสมาคมพลังผู้บริโภคแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ได้เสนอให้มีการปรับปรุงแก้ไขในส่วนของที่มาของกจค. เพราะการให้อำนาจผู้ว่าแต่งตั้ง อาจจะเป็นช่องทางให้ผู้มีอิทธิพล หรือการเมืองท้องถิ่นวิ่งเต้นเอาคนของตัวเองเข้าไปเป็นกรรมการได้ ซึ่งหากยังไม่มีความชัดเจน และยันยืนยันที่จะเสนอครม.อีก ก็อาจจะถูกตีกลับอีกครั้งก็ได้

**รายย่อยตีกันรายใหญ่ขวาง ครม.

นายพันธุ์เทพ สุลีสถิร ประธานสมาพันธ์คนไทยต้านค้าปลีกต่างชาติ กล่าวว่า ในส่วนของผู้ประกอบการค้าปลีกรายย่อย (โชว์ห่วย) มีความพอใจในระดับหนึ่งที่มีการเพิ่มตัวแทนผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกค้าส่งรายใหญ่ และรายเล็กอย่าง 1 รายเข้าไปเป็นกรรมการใน กกค. แต่จุดประสงค์หลักของเราที่แท้จริงนั้นก็คือ เราต้องการที่จะให้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่านมติ ครม.โดยเร็วที่สุด โดยคาดว่าน่าจะเป็นในวันอังคารหน้า เพื่อจะได้นำเข้าไปสู่การถกเนื้อหากันในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งเรามีความเชื่อมั่นใน สนช.มากกว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดนี้ที่รัฐมนตรีบางคนมีร่างกายเป็นคนไทย แต่หัวใจเป็นคนต่างชาติ

"สิ่งที่เราเป็นห่วงอยู่ในขณะนี้ก็คือ เรากลัวว่าทางฝ่ายผู้ประกอบการรายใหญ่ที่เป็นค้าปลีกต่างชาติ จะเข้าไปล็อบบี้ ครม.เพื่อไม่ให้มีการพิจารณา พ.ร.บ.ฉบับนี้เพื่อต้องการที่จะซื้อเวลาออกไปอีก เพื่อต้องการที่จะใช้เวลานี้ไปขยายสาขาของห้างออกไปยังท้องถิ่น แต่อย่างไรก็ตาม ทางสมาพันธ์ฯเราได้มีการพูดคุยกันเรียบร้อยแล้วว่า ถ้าในอังคารหน้านี้ ครม.ไม่พิจารณาผ่าน พ.ร.บ.ฉบับนี้ พวกเราก็คงจะต้องเข้ามาถามทาง ครม.ว่าเป็นเพราะเหตุใด โดยเราจะมาในรูปแบบของการถือป้ายเพื่อทวงถาม" นายพันธุ์เทพกล่าว.

No comments: