Saturday, June 9, 2007
CENTRAL offers coffee houses and wine cellars at Tops
In Thailand, Central Food Retail, the operator of the Tops supermarket chain, has entered the coffee house and wine cellar businesses as part of the group ‘s vision to become one of the premium food retailers in Asia. The company has recently won the local licence to open the Segafredo Italian coffee house chain in Thailand and has also launched Central Wine Cellar, with its first standalone outlet opening last month in Hua Hin. "We want to be an expert in many fields of food retailing. The new diversified food businesses will also serve our vision to become one of the leading premium food retailers in Thailand as well as Asia," according to Chiranun Poopat, senior vice president for buying, merchandising and marketing. She said the first Segafredo coffee house had already opened at Central World Plaza, followed by others in Bangkok at Soi Thonglor and Sukhumvit Soi 41. Ian Pye, president of Central Food Retail, said the company's sales would be on target this year despite the economic downturn. The company expects to achieve THB20 billion (USD605.5 million) in sales this year, up from THB18 billion (USD473.8 million) last year. Mr Pye said the company would spend almost THB1 billion (USD30.2 million) this year and next year on the renovation of existing supermarkets to fit the group’s four concepts. He said about 50 stores had already been renovated and another 20 will complete their renovations by the end of this year. He said the company would spend another THB200 million (USD6 million) on new stores this year. "We plan to open another four to five Tops Daily outlets this year, up from about six stores now. We also plan to open another four Tops Super this year as well as one or two new Tops Market outlets. We will spend the next two years focusing on fixing our existing supermarkets before expanding into new outlets and destinations," he added.
CARREFOUR to remodel Thai network
Carrefour’s Thai operation, CenCar, has announced plans to spend up to THB360 million (USD10.8 million) next year to transform all of its 24 hypermarkets to new upmarket outlets offering more lifestyle and branded products. Philippe Broianigo, CenCar managing director, said that Thailand was the first country in Asia where Carrefour had introduced its new store model, in Chon Buri two months ago. The new 6,200-square-metre branch has different product displays, a new store design and many more non-food products and brand names customers look for in department stores. "With the change of consumer trends in Thailand, price is no longer the main factor when shopping at a hypermarket, but also convenience and brand name. So we will bring in our new unique offerings with a different spirit in mind," Mr Broianigo said. According to the company's marketing survey, customers are still happy to shop at hypermarkets but they may not buy home decorative goods, cosmetics and apparel. "As there are really loyal customers in hypermarkets, if we didn't adjust ourselves, we would open the door for other retailers to steal our customers," said Mr Broianigo. The company has repositioned itself to be a one-stop service centre for everyone, he added. "Carrefour will not only be a family destination but also number one in terms of choice among consumer recognition. If we did not change our position to be a premium hypermarket, we would have to continue our price-oriented strategy and our market share would be reduced step by step." After its Chon Buri outlet, the company will open one or two more stores this year, including one on Rama II Road in October. The company will open 15 more stores over the next three years, hoping to add four or five outlets a year with a budget of THB5 billion (USD151.3 million).
Saturday, June 2, 2007
ยอดขาย5เดือนแรกแม็คโครฉลุย ผุดศูนย์บริการ-จัดโชห่วยเอ็กซ์โป
แม็คโครโอ่ 5 เดือนแรก ผลประกอบการเป็นบวก เผยโครงการ มิตรแท้โชห่วยคืบหน้าเป็นระลอก เตรียมผุดศูนย์บริการโชห่วยแห่งแรกที่แม็คโครลาดพร้าว พร้อมจัดงานโชห่วยเอ็กซ์โป สิงหาคมนี้ เดินหน้าจัดอบรมบรรดาเถ้าแก่เสริมสร้างศักยภาพ
ดร.ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ ผลประกอบการของแม็คโครยังเป็นบวกอยู่ มีการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่องเป็นเลขสองหลักเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว เนื่องจากแม็คโครมุ่งเป้าหมายไปที่กลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็กและโชห่วยเป็นหลัก ไม่ใช่กลุ่มเอนด์ยูสเซอร์
โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่มีการเติบโตมากที่สุดคือ กลุ่ม โรงแรม ภัตตาคาร ร้านอาหาร หรือกลุ่มที่เราเรียกว่าฮอเรก้า โตมากถึง 20% ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วลูกค้ากลุ่มนี้เข้ามาจับจ่ายที่แม็คโครประมาณสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
สำหรับในช่วงครึ่งปีหลังจากนี้ไปคาดว่าผลประกอบการน่าจะดีตามลำดับ รวมทั้งภาพตลาดรวมของธุรกิจด้วยเนื่องจากความชัดเจนทางการเมืองที่เริ่มมีมากขึ้น หลังจากที่มีการตัดสินคดียุบพรรคการเมืองไปแล้ว บรรยากาศการลงทุนการจับจ่ายน่าจะดีขึ้นตามไปด้วย และเมื่อมีการเลือกตั้งก็จะทำให้มีเงินสะพัดมากขึ้น
ดร.ฉัตรชัยกล่าวต่อถึงโครงการ แม็คโคร มิตรแท้โชห่วยด้วยว่า หลังจากที่ได้เริ่มโครงการมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ ขณะนี้มีความคืบหน้าไปมากแล้ว และมีการดำเนินการในโครงการย่อยๆต่อเนื่อง ล่าสุดโครงการการประกวดออกแบบร้านโชห่วยไทยปี 2550 ซึ่งร่วมมือกับทางคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ก็ได้ทีมที่ชนะเลิศแล้วคือ ทีมร้านถูกใจ
นอกจากนี้เตรียมที่จะสร้างศูนย์บริการโชห่วยขึ้นเป็นแห่งแรกที่แม็คโครสาขาลาดพร้าว คาดว่าจะเปิดบริการได้ในช่วงเดือนสิงหาคมศกนี้ โดยตั้งเป้าหมายว่าจะมีศูนย์ฯนี้ภาคละ 1 ศูนย์ฯ
การทำงานของศูนย์ฯดังกล่าวนี้ จะเป็นเสมือนศูนย์ที่ให้คำปรึกษา การอบรม และความรู้ต่างๆเกี่ยวกับธุรกิจค้าปลีกให้กับโชห่วยและร้านค้าขนาดย่อม ไม่ใช่เป็นศูนย์ที่ขายสินค้าแต่อย่างใด ซึ่งจะทำให้ร้านค้าโชห่วยมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการทำธุรกิจมากขึ้น ซึ่งแม็คโครคาดหวังว่าในแต่ละปีจะสามารถช่วยเหลือโชห่วยได้ไม่ต่ำกว่า 50 รายต่อปี
นอกจากนั้นจะมีการจัดงานโชห่วยเอ็กซ์โปด้วยที่แม็คโครลาดพร้าวเป็นครั้งแรกโดยภายในงานจะมีการร่วมมือกับพันธมิตรในการออกร้าน อุปกรณ์ สินค้าต่างๆที่เกี่ยวข้องรวมทั้งจัดให้มีการอบรมด้วย โดยร่วมมือกับทางศูนย์บ่มเพาะของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อร่วมกันอบรมให้กับโชห่วย มีหลักสูตรหลายอย่าง รวมประมาณ 42 ชั่วโมง โดยจะจัดให้กับผู้ประกอบการและทายาทที่จะทำธุรกิจต่อ
“จากการที่ได้พูดคุยกับโชห่วยหลายแห่ง เรารู้ถึงปัญหามากมายของเขา ซึ่งส่วนใหญ่แล้วโชห่วยจะรู้แต่ตัวเลขยอดขาย แต่ตัวเลขอื่นเขาจะไม่ค่อยรู้เลย การตั้งราคาขายสินค้าก็ไม่จำเป็นที่ต้องลดราคาทุกตัวเพื่อให้ต่ำกว่าร้านสะดวกซื้อหรือโมเดิร์นเทรด เพราะจริงๆแล้วลูกค้าที่เข้าร้านโชห่วยหวังความสะดวกไม่ได้หวังของถูกกว่าที่อื่น แต่ไม่ใช่ตั้งแพงเกินไปต้องสมเหตุสมผลด้วย หรือแม้แต่สินค้าก็ไม่จำเป็นต้องมีครบทุกเอสเคยูเอาแค่ตลาดตรงนั้นต้องการก็พอแล้ว เพราะนอกนั้นมันกลายเป็นสต็อกเป็นต้นทุนทั้งนั้น หรือบางรายก็มีลูกค้าเข้าร้านเฉลี่ย 300 รายต่อวันแต่มีพนักงานมากถึง 15 คน มีแคชเชียร์อีก 4 คน มันดูแล้วเยอะเกินไป หากทำได้เป็นระบบผมคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนได้ไม่ต่ำกว่า 5-10% ในเบื้องต้น”
ดร.ฉัตรชัยกล่าวต่อว่า ร้านโชห่วยส่วนใหญ่มองที่ยอดขายว่าจะต้องเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้ดูที่กำไรเลยว่าเพิ่มตามหรือไม่ หรือต้นทุนเพิ่มขึ้นหรือเปล่า จริงๆแล้วต้องดูที่ผลกำไรดีกว่า ว่าเพิ่มขึ้นหรือไม่ เพราะถ้ายอดขายเท่าเดิมแต่เราสามารถลดต้นทุนได้ ก็ทำให้กำไรเพิ่มขึ้นด้วย เหนื่อยน้อยกว่าเดิมอีก ตรงนี้จะต้องสร้างความเข้าใจให้กับโชห่วยได้
ปัจจุบันแม็คโครมีฐานสมาชิกประมาณ 1.8 ล้านรายทั่วประเทศ โดยแบ่งเป็นสมาชิกประเภทร้านโชห่วยร้านค้าขนาดเล็ก ประมาณ 20% หรือประมาณ 3.5 แสนราย ซึ่งกลุ่มนี้มีแอคทีฟหรือที่มาซื้อสินค้ากับแม็คโครทุกเดือนประมาณ 80% อีกประเภทคือ ฮอเรก้าประมาณ 80%
ดร.ฉัตรชัยให้ความเห็นด้วยว่า ภาครัฐน่าจะเข้ามาช่วยเหลือธุรกิจของโชห่วยมากกว่านี้ โดยเฉพาะในเรื่องของมาตรการภาษี ซึ่งจะมีภาษีหลายประการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยทำให้ร้านโชห่วยมีต้นทุนที่ต่ำสามารถอยู่ได้
ที่มา ผู้จัดการ 2 มิ.ย. 50
ดร.ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ ผลประกอบการของแม็คโครยังเป็นบวกอยู่ มีการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่องเป็นเลขสองหลักเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว เนื่องจากแม็คโครมุ่งเป้าหมายไปที่กลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็กและโชห่วยเป็นหลัก ไม่ใช่กลุ่มเอนด์ยูสเซอร์
โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่มีการเติบโตมากที่สุดคือ กลุ่ม โรงแรม ภัตตาคาร ร้านอาหาร หรือกลุ่มที่เราเรียกว่าฮอเรก้า โตมากถึง 20% ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วลูกค้ากลุ่มนี้เข้ามาจับจ่ายที่แม็คโครประมาณสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
สำหรับในช่วงครึ่งปีหลังจากนี้ไปคาดว่าผลประกอบการน่าจะดีตามลำดับ รวมทั้งภาพตลาดรวมของธุรกิจด้วยเนื่องจากความชัดเจนทางการเมืองที่เริ่มมีมากขึ้น หลังจากที่มีการตัดสินคดียุบพรรคการเมืองไปแล้ว บรรยากาศการลงทุนการจับจ่ายน่าจะดีขึ้นตามไปด้วย และเมื่อมีการเลือกตั้งก็จะทำให้มีเงินสะพัดมากขึ้น
ดร.ฉัตรชัยกล่าวต่อถึงโครงการ แม็คโคร มิตรแท้โชห่วยด้วยว่า หลังจากที่ได้เริ่มโครงการมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ ขณะนี้มีความคืบหน้าไปมากแล้ว และมีการดำเนินการในโครงการย่อยๆต่อเนื่อง ล่าสุดโครงการการประกวดออกแบบร้านโชห่วยไทยปี 2550 ซึ่งร่วมมือกับทางคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ก็ได้ทีมที่ชนะเลิศแล้วคือ ทีมร้านถูกใจ
นอกจากนี้เตรียมที่จะสร้างศูนย์บริการโชห่วยขึ้นเป็นแห่งแรกที่แม็คโครสาขาลาดพร้าว คาดว่าจะเปิดบริการได้ในช่วงเดือนสิงหาคมศกนี้ โดยตั้งเป้าหมายว่าจะมีศูนย์ฯนี้ภาคละ 1 ศูนย์ฯ
การทำงานของศูนย์ฯดังกล่าวนี้ จะเป็นเสมือนศูนย์ที่ให้คำปรึกษา การอบรม และความรู้ต่างๆเกี่ยวกับธุรกิจค้าปลีกให้กับโชห่วยและร้านค้าขนาดย่อม ไม่ใช่เป็นศูนย์ที่ขายสินค้าแต่อย่างใด ซึ่งจะทำให้ร้านค้าโชห่วยมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการทำธุรกิจมากขึ้น ซึ่งแม็คโครคาดหวังว่าในแต่ละปีจะสามารถช่วยเหลือโชห่วยได้ไม่ต่ำกว่า 50 รายต่อปี
นอกจากนั้นจะมีการจัดงานโชห่วยเอ็กซ์โปด้วยที่แม็คโครลาดพร้าวเป็นครั้งแรกโดยภายในงานจะมีการร่วมมือกับพันธมิตรในการออกร้าน อุปกรณ์ สินค้าต่างๆที่เกี่ยวข้องรวมทั้งจัดให้มีการอบรมด้วย โดยร่วมมือกับทางศูนย์บ่มเพาะของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อร่วมกันอบรมให้กับโชห่วย มีหลักสูตรหลายอย่าง รวมประมาณ 42 ชั่วโมง โดยจะจัดให้กับผู้ประกอบการและทายาทที่จะทำธุรกิจต่อ
“จากการที่ได้พูดคุยกับโชห่วยหลายแห่ง เรารู้ถึงปัญหามากมายของเขา ซึ่งส่วนใหญ่แล้วโชห่วยจะรู้แต่ตัวเลขยอดขาย แต่ตัวเลขอื่นเขาจะไม่ค่อยรู้เลย การตั้งราคาขายสินค้าก็ไม่จำเป็นที่ต้องลดราคาทุกตัวเพื่อให้ต่ำกว่าร้านสะดวกซื้อหรือโมเดิร์นเทรด เพราะจริงๆแล้วลูกค้าที่เข้าร้านโชห่วยหวังความสะดวกไม่ได้หวังของถูกกว่าที่อื่น แต่ไม่ใช่ตั้งแพงเกินไปต้องสมเหตุสมผลด้วย หรือแม้แต่สินค้าก็ไม่จำเป็นต้องมีครบทุกเอสเคยูเอาแค่ตลาดตรงนั้นต้องการก็พอแล้ว เพราะนอกนั้นมันกลายเป็นสต็อกเป็นต้นทุนทั้งนั้น หรือบางรายก็มีลูกค้าเข้าร้านเฉลี่ย 300 รายต่อวันแต่มีพนักงานมากถึง 15 คน มีแคชเชียร์อีก 4 คน มันดูแล้วเยอะเกินไป หากทำได้เป็นระบบผมคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนได้ไม่ต่ำกว่า 5-10% ในเบื้องต้น”
ดร.ฉัตรชัยกล่าวต่อว่า ร้านโชห่วยส่วนใหญ่มองที่ยอดขายว่าจะต้องเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้ดูที่กำไรเลยว่าเพิ่มตามหรือไม่ หรือต้นทุนเพิ่มขึ้นหรือเปล่า จริงๆแล้วต้องดูที่ผลกำไรดีกว่า ว่าเพิ่มขึ้นหรือไม่ เพราะถ้ายอดขายเท่าเดิมแต่เราสามารถลดต้นทุนได้ ก็ทำให้กำไรเพิ่มขึ้นด้วย เหนื่อยน้อยกว่าเดิมอีก ตรงนี้จะต้องสร้างความเข้าใจให้กับโชห่วยได้
ปัจจุบันแม็คโครมีฐานสมาชิกประมาณ 1.8 ล้านรายทั่วประเทศ โดยแบ่งเป็นสมาชิกประเภทร้านโชห่วยร้านค้าขนาดเล็ก ประมาณ 20% หรือประมาณ 3.5 แสนราย ซึ่งกลุ่มนี้มีแอคทีฟหรือที่มาซื้อสินค้ากับแม็คโครทุกเดือนประมาณ 80% อีกประเภทคือ ฮอเรก้าประมาณ 80%
ดร.ฉัตรชัยให้ความเห็นด้วยว่า ภาครัฐน่าจะเข้ามาช่วยเหลือธุรกิจของโชห่วยมากกว่านี้ โดยเฉพาะในเรื่องของมาตรการภาษี ซึ่งจะมีภาษีหลายประการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยทำให้ร้านโชห่วยมีต้นทุนที่ต่ำสามารถอยู่ได้
ที่มา ผู้จัดการ 2 มิ.ย. 50
Subscribe to:
Posts (Atom)
