เซ็นทรัลกรุ๊ปเปิดทางให้ธุรกิจอาหารโชว์ผลงานเต็มที่ ไฟเขียว"ซีอาร์จี"ปั้นแบรนด์ใหม่ แม้ก่อนหน้านี้"สเต๊กฮันเตอร์"จะไปไม่รอดในสงครามร้านอาหาร ส่วน"ซีเอ็มจี" เดินเครื่อง 2 แบรนด์หลักใช้กลยุทธ์ราคาให้อาหารญี่ปุ่น"ซากุระ"โดดเด่นชนโออิชิและเซน ด้านสปาเก็ตตี้ แฟคเทอรี่ ค่อยเป็นค่อยไปตามข้อจำกัดของอาหารอิตาเลี่ยนและกลุ่มลูกค้า
ยอดขายรวมของเซ็นทรัลกรุ๊ปในปี 2549 อยู่ที่ 90,900 ล้านบาท ขยายตัวเพียง 5.2% ต่ำกว่าที่คาดการณ์ว่าจะโต 11% ซึ่งถือว่าเป็นอัตราเติบโตต่ำสุดในรอบ 10 ปีเพราะแต่ละปีเติบโตเฉลี่ยปีละกว่า 10%
เมื่อแยกเป็นกลุ่มธุรกิจพบว่าธุรกิจค้าปลีกหรือซีอาร์ซีมียอดขาย 71,770 ล้านบาท เติบโต 4.6% ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หรือซีพีเอ็น มีรายได้ 7,800 ล้านบาท เติบโต 11.7% ธุรกิจค้าส่งหรือซีเอ็มจี มียอดขาย 4,630 ล้านบาท ติดลบ 1.1% ธุรกิจโรงแรมหรือ ซีเอชอาร์ มีรายได้ 2,600 ล้านบาท เติบโต 12.2% กลุ่มเซ็นทรัลเรสตอรองส์หรือซีอาร์จี มียอดขาย 4,100 ล้านบาท เติบโต 6.9%
และถ้าโฟกัสใน 5 กลุ่มดังกล่าวจะพบว่ามีธุรกิจร้านอาหารอิงอยู่ใน 2 กลุ่ม คือ เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป( ซีอาร์จี) และเซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป (ซีเอ็มจี)
ประดิษฐ์ ภิญโญภาสกุล ผู้ช่วยกรรมการบริการอาวุโส บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด บอกว่า แนวทางการบริหารของซีอาร์จีปีนี้ว่า ได้รับไฟเขียวให้พัฒนาแบรนด์ใหม่ในกลุ่มร้านอาหาร เนื่องจาก 5 แบรนด์หลักของซีอาร์จีที่ซื้อไลเซ่นจากต่างประเทศเป็นกลุ่มอาหารว่าง(Soft Food)ไม่ว่าจะเป็นมิสเตอร์โดนัท เคเอฟซี บาสกิ้นรอบบิ้น พิซซ่า ฮัท และอานตี้แอนส์
แบรนด์ใหม่ที่กำลังซุ่มพัฒนาและกำลังจะเปิดตัวในปีนี้ ก่อนหน้านี้ซีอาร์จีได้พัฒนาร้านอาหารประเภทสเต๊ก คือ สเต๊กฮันเตอร์ (Steak Hunter) แต่เลิกทำตลาดไปกว่า 1-2 ปี และก่อนหน้านั้นยังเคยวางแผนพัฒนาร้านอาหารจีนในลักษณะโมเดิร์นไชนิส ฟู้ด คอนเซปต์ร้านฟาสต์ฟู้ดอาหารจีน ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับซั่งไห่เลี่ยวหลงเปา แต่ติดปัญหาการบริหารพื้นที่ โดยเฉพาะการจัดการในปัญหาใหญ่ คือ กลิ่นที่ออกมารบกวนลูกค้า
ทั้งสเต๊กฮันเตอร์และฟาสต์ฟู้ดร้านอาหารจีนยังไม่ใช่คำตอบในการเพิ่มยอดขายให้ซีอาร์จี
ตามเป้าหมายการเติบโต 10-15 % ในปีนี้ เขาบอกว่า นอกจากการเติบโตของ 5 แบรนด์หลักแล้วยังมีธุรกิจอาหารเข้ามาเสริมอีกด้วย
เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป หรือซีเอ็มจี (CMG) เป็นอีกกลุ่มธุรกิจที่มีร้านอาหารอยู่ด้วย โดยซีเอ็มจี รับผิดชอบ 2 กลุ่มธุรกิจ คือ สินค้าแฟชั่น ทั้งเครื่องสำอาง กระเป๋า เสื้อผ้า และกลุ่มธุรกิจอาหาร
สินค้าแฟชั่นแม้จะทำยอดขายให้ซีเอ็มจีกว่า 90% แต่ในช่วงเศรษฐกิจขาลงและผู้บริโภคจับจ่ายน้อยลง เสื้อผ้าเครื่องสำอางที่มีราคาแพงถูกมองว่าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย การเติบโตจึงน้อยกว่ากลุ่มธุรกิจอาหารที่ยังเป็นสินค้าจำเป็นต่อผู้บริโภค
ศักดิ์สิริ กิจจาลักษณ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ห้องอาหารซากุระ จำกัด บอกว่า นโยบายซีเอ็มจีปีนี้ได้หันมาโฟกัสกลุ่มธุรกิจอาหารมากขึ้น โดยมี 2 แบรนด์หลัก คือ ร้านอาหารญี่ปุ่น ซากุระ (Sakura) และสปาเก็ตตี้ แฟคเทอรี่(Spaghetti Factory)
กว่า 20 ปี ที่เซ็นทรัลมาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป มีแบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นซากุระแต่มีเพียง 6 สาขาเท่านั้น ปีนี้จะเป็นปีแรกที่เน้นนโยบายเชิงรุกและทำตลาดอย่างจริงจังจากเดิมที่บริษัทไม่เน้นด้านอาหารแต่จะเน้นธุรกิจแฟชั่น พวกเสื้อผ้า กระเป๋า และเครื่องสำอางมากกว่า
เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงและสัมผัสกับแบรนด์มากขึ้น ภายใน 2-3 ปีนี้ เขาบอกว่า จะเห็นร้านซากุระประมาณ 10 สาขา ประกอบด้วย เซ็นทรัล ลาดพร้าว, เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า, เซ็นทรัล พระราม 3, เซ็นทรัล บางนา, โรบินสัน รัชดาภิเษก และเซ็นทรัล เวิลด์ ซึ่งใช้เงินลงทุนประมาณ 5-10 ล้านบาทต่อสาขา บนพื้นที่ประมาณ 150 ตารางเมตร
"แม้จะขาดการทำตลาดแบบครบเครื่องในช่วงที่ผ่านมา แต่ชื่อของซากุระก็มีกลุ่มลูกค้าที่รู้จักในระดับที่น่าพอใจ เพราะผู้บริโภคกลุ่มนี้รู้สึกว่าอาหารญี่ปุ่นดีต่อสุขภาพ"
สำหรับวิธีการขยายสาขาของร้านซากุระนอกจากผูกไปกับศูนย์การค้าเซ็นทรัลที่เปิดทางให้พื้นที่แล้ว ยังมีกลยุทธ์"ราคา"ที่ดึงดูดผู้บริโภคกลุ่มใหม่ๆ เพราะตั้งราคา "ถูกกว่า" เมื่อเทียบกับคู่แข่งที่เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นไม่ว่าจะเป็นโออิชิหรือเซน
"ซากุระเป็นแบรนด์ใกล้เคียงกับฟูจิและโออิชิ แต่ราคาขายของถูกกว่าประมาณ 20-50 บาทต่อจาน ซึ่งกลุ่มเป้าหมายของซากุระเป็นลูกค้าระดับกลางอายุระหว่าง 20-40 ปี "
ศักดิ์สิริ บอกอีกว่า ศักยภาพของตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยยังมีโอกาสการเติบโตอีกมาก แม้ว่าการแข่งขันจะรุนแรงก็ตาม เนื่องจากภาพลักษณ์ของอาหารญี่ปุ่นค่อนข้างดีในสายตาผู้บริโภค
ดังนั้นจึงเชื่อมั่นว่าการใช้กลยุทธ์ราคาด้วยการทำโปรโมชั่นทุกเดือนและแตกต่างกันตามกลุ่มลูกค้า จะทำให้ได้ลูกค้าใหม่ที่อยากลิ้มลองมากขึ้น
"ปีนี้ใช้งบตลาดเพิ่มขึ้นเป็น10% ของยอดขายจากเดิมที่ใช้อยู่แค่ 5% โดยเน้นไปที่การโปรโมทอาหารชุดโปรโมชั่นที่จะออกมาทุกเดือน ซึ่งคาดว่าจะได้ฐานลูกค้าที่เป็นสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 25,000 รายในสิ้นปี จากปัจจุบันที่มี 15,000 ราย โดยลูกค้าที่เข้ามาจะมีการใช้จ่ายต่อคนประมาณ 300 บาท และยังเป็นการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากปี 2549 ประมาณ 20%"
หลังจากขยายสาขาร้านซากุระครบ 10 แห่งในปีนี้แล้ว คิวต่อไป คือการขยายสาขาร้านสปาเก็ตตี้ แฟคเทอรี่ ที่เปิดให้บริการมาแล้ว 5 ปี แต่มีเพียงสาขาเดียว ที่ศูนย์การค้าโรบินสัน รัชดาภิเษก
"ร้านอาหารสไตล์อิตาเลี่ยนยังมีข้อจำกัดเพราะไม่เป็นที่นิยมของคนไทยมากนัก แม้ร้านสปาเก็ตตี้ แฟคเทอรี่ จะเป็นเมนูที่ประยุกต์ให้รสชาติถูกปากคนไทยแล้วก็ตาม"
ดังนั้นการขยายสาของ สปาเก็ตตี้ แฟคเทอรี่ จึงต้องค่อยเป็นค่อยไปและมีลูกค้าเฉพาะกลุ่มที่ค่อนข้างมีกำลังซื้อสูงโดยเน้นจุดเด่นที่การผลิตแบบโฮมเมด ทั้งเส้นสปาเกตตีและเค้ก
ปัจจุบันรายได้ของซีเอ็มจี มาจากธุรกิจแฟชั่น 90% และธุรกิจอาหาร 10% แต่แนวโน้มการเติบโตของธุรกิจอาหารมีมากขึ้นอย่างต่อเนื่องเฉพาะปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 15% โดยรายได้ของกลุ่มนี้ 100 ล้านบาท มาจากร้านซากุระ 95% และร้านสปาเก็ตตี้ แฟคเทอรี่ 5%
ภายใต้การลงทุนของเซ็นทรัลกรุ๊ปทั้ง 5 กลุ่มธุรกิจในปี 2550 โดยซีอาร์ซี ลงทุน 5,400 ล้านบาท คิดเป็น 28.4% ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หรือซีพีเอ็น ลงทุน 9,700 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 51%
กลุ่มซีเอ็มจี ลงทุน 180 ล้านบาท สัดส่วน 1% กลุ่มซีเอชอาร์ ลงทุนรวม 3,370 ล้านบาท สัดส่วน 17.7% กลุ่มเซ็นทรัลเรสตอรองส์ หรือซีอาร์จี ลงทุน 350 ล้านบาท สัดส่วน 1.9%
โดยแต่ละกลุ่มธุรกิจได้ตั้งเป้าหมายยอดขายและอัตราการเติบโต ดังนี้ ซีอาร์ซี 78,440 ล้านบาท เติบโต 9.3% ซีพีเอ็น 9,370 ล้านบาท เติบโต 20.2% ซีเอ็มจี 4,700 ล้านบาท เติบโต 1.6% ซีเอชอาร์ 3,400 ล้านบาท เติบโต 31.1% ซีอาร์จี 4,440 ล้านบาท เติบโต 8.1%
ทั้ง"ซีเอ็มจี"และซีอาร์จี ที่หันมาโฟกัสในธุรกิจอาหาร ที่ยังมีศักยภาพในการกอบโกยเม็ดเงินจากผู้บริโภค โดยมีศูนย์การค้าใหญ่อย่างเซ็นทรัลเปิดทาง"พื้นที่"ให้แบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคมากที่สุด
.............
วิธีการขยายสาขาของร้านซากุระนอกจากผูกไปกับศูนย์การค้าเซ็นทรัลที่เปิดทางให้พื้นที่แล้ว ยังตั้งราคาถูกกว่าเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นไม่ว่าจะเป็นโออิชิหรือเซน
Bangkokbizweek, April22, 2007.
Subscribe to:
Post Comments (Atom)

No comments:
Post a Comment